Types of Verbs in Thai & English
Home  » Hello ASEAN  »  Types of Verbs in Thai & English
Headline : ประเภทของคำกริยาในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
Date : 8   ธันวาคม   2559
View : 105
By หมีพูห์
  

Types of Verbs in Thai & English

ประเภทของคำกริยาในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

คำกริยา หรือ Verb คือคำที่แสดงอาการของนาม (noun) หรือสรรพนาม (pronoun) เพื่อบอกถึง  Tense (ช่วงเวลาที่กระทำ) Voice (ผู้พูด) Mood  (อารมณ์)

Verbs have three types as follows:

คำกริยามี 3 ชนิด ดังนี้

1) Transitive Verbs (สกรรมกริยา) คือ คำกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับ เพื่อให้ได้ใจความประโยคที่สมบูรณ์ มีความเข้าใจ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น

eat – กิน

drink – ดื่ม

see – เห็น

look – ดู

give –ให้

distribute – แจก


ตัวอย่างประโยค

- My father drinks coffee every morning before working.

พ่อของฉันดื่มกาแฟทุกเช้าก่อนไปทำงาน

(จะเห็นได้ว่า drink แปลว่า ดื่ม ถ้าหากไม่มีกรรมมารองรับ คือ coffee แปลว่า กาแฟ เราก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าพ่อของฉันดื่มอะไรทุกเช้าก่อนไปทำงาน)


- Our boss gives a gift voucher for customers who purchase our products regularly.

หัวหน้าของเราให้บัตรกำนัลแก่ลูกค้าคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเราเป็นประจำ

(จะเห็นได้ว่า give แปลว่า ให้ ถ้าหากไม่มีกรรมมารองรับ คือ a gift voucher แปลว่า บัตรกำนัล เราก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าของเราให้อะไรแก่ลูกค้าคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเราเป็นประจำ)

จาก 2 ประโยคข้างต้น จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นประโยคในภาษาอังกฤษ จะมีการผัน Tense (กาลเวลา) ที่คำกริยา ซึ่ง drinks และ gives เป็นประโยคแสดงเหตุการณ์ในปัจจุบัน จึงใช้ Present Simple Tense

แต่ในขณะที่ถ้าเป็นประโยคในภาษาไทย จะไม่มีการผัน Tense (กาลเวลา) ที่คำกริยา


2) Intransitive Verbs (อกรรมกริยา) คือ คำกริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับ เพราะมีเนื้อหาใจความสมบูรณ์ ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว เช่น

walk – เดิน

run – วิ่ง

sit – นั่ง

swim – ว่ายน้ำ

sleep – นอน

appear – ปรากฏ


ตัวอย่างประโยค

- I am walking for my dog in a park.

ฉันกำลังพาสุนัขไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ

(จะเห็นได้ว่า walk แปลว่า เดิน เป็นคำกริยาที่แสดงกริยา การกระทำ ซึ่งเราสามารถนึกภาพการกระทำนี้ออกในใจ จึงเป็นที่เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับ และสังเกตว่า for my dog ไม่ใช่กรรม แต่เป็นส่วนขยายที่บอก Adverb of Place สถานที่)


- Laura is doing her homework while I am sleeping on a sofa.

ลอร่ากำลังทำการบ้านในขณะที่ฉันกำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา

(จะเห็นได้ว่า sleep แปลว่า นอนหลับ เป็นคำกริยาที่แสดงกริยา การกระทำ ซึ่งเราสามารถนึกภาพการกระทำนี้ออกในใจ จึงเป็นที่เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับ และสังเกตว่า on a sofa ไม่ใช่กรรม แต่เป็นส่วนขยายที่บอก Adverb of Place สถานที่)

จาก 2 ประโยคข้างต้น จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นประโยคในภาษาอังกฤษ จะมีการผัน Tense (กาลเวลา) ที่คำกริยา ซึ่ง am walking และ am sleeping เป็นประโยคแสดงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนั้น จึงใช้ Present Continuous Tense

แต่ในขณะที่ถ้าเป็นประโยคในภาษาไทย จะไม่มีการผัน Tense (กาลเวลา) ที่คำกริยา

แต่เวลาแปลจะเพิ่มคำว่า “กำลัง” เข้ามาซึ่งวางไว้หลังคำกริยา

3) Auxiliary Verbs or Helping Verbs Vs. Modal Verbs (กริยานุเคราะห์ หรือ กริยาช่วย และ กริยาช่วยพิเศษ) คือ คำกริยาที่ไปทำหน้าที่ช่วยกริยาตัวอื่น เพื่อแสดงถึง Mood, Voice, Tense

          3.1 Auxiliary Verbs ได้แก่ Verb to be, have, do


ตัวอย่างประโยค

They don’t like going shopping for very long time.

พวกเขาไม่ชอบการช็อปปิ้งเป็นเวลานานๆ

(บ่งบอกถึง Present Simple Tense เป็นความรู้สึกจริงๆ)

          3.2 Modal Verbs ได้แก่ can, could, shall, should, may, might, etc.


ตัวอย่างประโยค

We may reform bad habits to change into good things.

พวกเราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่สิ่งดีๆ

(คำว่า may บ่งบอกถึง possibility คือ ความเป็นไปได้ เป็นเรื่องของ mood หรือ อารมณ์)



 

 

 

 

Explained by: หมีพูห์